โรงเรียนรัฐบาลกับเอกชนแตกต่างกันอย่างไรบ้าง

ประเทศไทยเรามีโรงเรียนดัง ๆ มากมายทั้งแบบเอกชน และรัฐบาล ซึ่งทั้งสองแม้จะมีความแตกต่างกันอยู่บ้างในหลาย ๆ เรื่อง แต่สิ่งสำคัญที่มีเหมือนกันก็คือการให้ความรู้ อันเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากในการดำรงชีวิตในอนาคตของลูกหลานเรา ความรู้ใช้สำหรับการประกอบอาชีพ ชั้นต่ำที่แนะนำของตลาดแรงงานไทยควรมีวุฒิระดับมัทธยมปลาย ( ม.6) ขึ้นไปถึงแม้แต่ร้านสะดวกซื้ออย่างเซเว่นก็ต้องใช้วุฒิเช่นกัน

ดังนั้นการเลือกโรงเรียนให้เหมาะกับลูกหลานของเราจึงเป็นสิ่งสำคัญ และก่อนอื่นจะต้องรู้กับความต่างกันระหว่างโรงเรียนรัฐ และเอกชนเสียก่อนว่ามันมีข้อดี ข้อเสียอะไรบ้าง ถ้าเราพูดถึงเรียนโรงรัฐ คนส่วนใหญ่มักจะคิดว่าเป็นโรงเรียนทั่วไปที่ใครก็เรียนได้ ไม่ดีเหมือนเอกชนอย่างนู้น อย่างนี้ แต่หารู้ไม่ว่าการเรียนการสอนในภาครัฐนั้นแน่นกว่ากันเยอะในเรื่องพื้นฐานของวิชาต่าง ๆ เพราะครูที่มีประสบการณ์ กว่าจะมาเป็นครูได้ต้องใช้เวลา 5 – 6 ปี ต้องเก่ง ต้องแม่นวิชาถึงจะสอบผ่านมาเป็นครูได้ มันจึงเป็นเลยที่ไม่ง่ายที่จะมาทำงานในโรงเรียนรัฐ

ต่างจากเอกชนที่มีครูใหม่ ๆ จบสด ๆ ซิง ๆ มากมาย บางเรื่องถึงกับต้องเปิดหนังสือเรียนไปกับนักเรียนด้วยซ้ำ เพราะครูส่วนใหญ่ไม่มีประสบการณ์มาก่อน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีครูเก่ง ๆ นะ ในเอกชนครูต้องทำงานอย่างเต็มที่ในการสอนนักเรียนให้ดีที่สุด เพื่อให้ผ่านการประเมินในแต่ละรอบ หากห้องทำคะแนนได้ไม่ดี ครูก็จะถูกเพ่งเล่ง ถึงกับอาจจะตกงานกันเลยทีเดียว

ส่วนในความแตกต่างกันระหว่างข้อกฎระเบียบที่เห็น ๆ ได้ชัดก็คือเรื่อง ทรงผม ของทางรัฐจะเข้มงวดกว่าทางเอกชน รวมถึงเครื่องแต่งกายและกระเป๋าด้วย โรงเรียนรัฐส่วนใหญ่จะบังคับให้ซื้อเครื่องแต่งกายของโรงเรียน รวมทั้งกระเป๋านักเรียนด้วย ส่วนใครที่อยากประหยัดเงิน พยายามใช้กางเกงซ้ำ ๆ ในแต่ละปี ซึ่งเด็กมันก็โตขึ้นทุกวัน ๆ พอกางเกงมันพ้นเข่ามามาก ๆ ก็ต้องโดนไล่ไปซื้อใหม่แน่นอน

ทำให้โรงเรียนของเอกชนเป็นอะไรที่ใฝ่ฝันของเด็ก ๆ แต่เป็นฝันร้ายของผู้ปกครอง เพราะค่าเทอมที่แพงหูฉีก แต่ถ้าถามเรื่องความรู้แล้วละก็ โรงเรียนทั้งสองแบบนี้ ทั้งเอกชน และรัฐบาล จะมอบความรู้ให้ลูกหลานของคุณได้อย่างเท่าเทียมกันอย่างแน่นอน ที่เหลือก็อยู่ที่ตัวของนักเรียนเองว่าจะตั้งใจเรียนมากแต่ไหน เพราะบ้างครั้งเราก็คาดหวังกับโรงเรียนมากไป จนลืมไปว่าการเรียนรู้สามารถเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา